
ข้อมูลจาก Steel Commodity Briefing Service ที่เผยแพร่โดย S&P Global Energy CERA ในเดือนธันวาคม ระบุว่า อินเดียคาดว่า ในปี 2026 จะผลิตเหล็กดิบเพิ่มขึ้นอีก 11.4 ล้านตัน จาก 154 ล้านตัน ในปี 2025
“อุปทานส่วนเกินส่งผลกระทบต่อราคา และตลาดต้องการอุปสงค์ใหม่ๆ เพื่อรองรับส่วนเกินนี้ โดยคาดว่าจะมีอุปทานเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากอินเดียกำลังดำเนินการเพื่อให้มีกำลังการผลิต 300 ล้านตัน ภายในปี 2030 และหากไม่มีการสนับสนุนที่เพียงพอจากอุปสงค์ภายในประเทศหรือการส่งออก ตลาดก็มีความเสี่ยงที่จะอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง” ผู้ค้าในมุมไบรายหนึ่งกล่าว
จากราคาสูงสุดเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ในปี 2025 ท่าราคา 52,750 รูปี/เมตริกตัน ($586/เมตริกตัน) ซึ่งประเมินโดย Platts และ ณ วันที่ 26 ธันวาคม ราคาเหล็กแผ่นรีดร้อน (HRC) IS2062 หนา 2.5-10 มม. อยู่ที่ 42,800 รูปี/เมตริกตัน ราคาลดลง 18.9%
รัฐบาลตั้งเป้าที่จะสานต่อเป้าหมายการเพิ่มกำลังการผลิตเหล็กต่อไปหลังจากปี 2030 และตั้งเป้าไว้ที่ 500 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2047 โดยความทะเยอทะยานนี้ได้รับการสนับสนุนจากโครงการริเริ่มมูลค่า 50 พันล้านรูปี (570 ล้านเหรียญสหรัฐ) ที่เสนอขึ้นเพื่อส่งเสริมการนำเทคโนโลยีการผลิตเหล็กสะอาดมาใช้ ซึ่งจะใช้ประโยชน์จากมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของยุโรป (Carbon Border Adjustment Mechanism)
“ความแข็งแกร่งของตลาดภายในประเทศจะขึ้นอยู่กับปริมาณการส่งออกเป็นหลัก ด้วยการขยายกำลังการผลิตอย่างรวดเร็วในอินเดีย โรงงานต่างๆ จะต้องส่งออกสินค้าส่วนเกินเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดภายในประเทศ” ผู้ค้าอีกรายในมุมไบกล่าว
ในขณะเดียวกัน จีนกำลังเผชิญกับภาวะเหล็กส่วนเกินที่รุนแรงขึ้นเนื่องจากความต้องการภายในประเทศที่อ่อนแอ และมีความพยายามเพียงเล็กน้อยในการลดกำลังการผลิต
ดูเหมือนว่าการส่งออกเหล็กของจีนจะทำสถิติสูงสุด ในปี 2025 ซึ่งต่อเนื่องจากแนวโน้มการส่งออกเพื่อป้องกันการสะสมสินค้าคงคลัง ส่งผลให้มีการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น เนื่องจากประเทศที่มีอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศจะใช้มาตรการต่อต้านการทุ่มตลาด (antidumping dutie) และมาตรการปกป้องทางการค้า (safeguards) ที่แทบไม่เคยใช้มาก่อน